Page 9 - วัฒนศิลปสาร ปีที่ ๑๓ (ตุลาคม ๒๕๖๐ - พฤษภาคม ๒๕๖๑) สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
P. 9

ตามประวัติวัดว่าสร้างขึ้นในราวปลายรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล

          อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย) พระเถระชาวเมืองอุบลราชธานี  หรือ “ท่านเจ้า” ที่ไปศึกษา
                                                        ๑
          พระปริยัติธรรม ณ ส�านักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ได้กลับมาจ�าพรรษา
          ณ วัดแห่งนี้ พร้อม “อาชญาสิทธิ์” ในฐานะ “หลักค�า”  และ “พระธรรมบาล” ใน
                                                                           ๓
                                                       ๒
          การปกครองคณะสงฆ์พื้นเมือง อีกทั้งน�าจารีตการศึกษาแบบภาคกลางเข้ามาเผยแพร่
          นับเป็นคุณูปการแก่เมืองอุบลราชธานีเป็นอย่างยิ่ง และเรียกลัทธิที่ท่านน�าเผยแผ่

          ว่า “พระครองไทย” ๔
               วัดมณีวนาราม นอกจากเป็นวัดที่มีความส�าคัญด้านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ
          การเป็น “ส�านักการศึกษา” และวัดที่จ�าพรรษาของพระมหาเถระผู้ปกครองคณะสงฆ์

          สังกัดมหานิกาย  ทุกยุคทุกสมัยแล้ว ยังเป็นวัดที่มีโบราณสถานอยู่หลายแห่ง แม้ว่า
                       ๕
          สถาปัตยกรรมโบราณ เช่น สิมเก่า จะถูกรื้อถอนไปแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ แต่ก็ยังมี

          โบราณสถานอื่น ๆ ในเขตสังฆาวาส คือ กุฏิโบราณ ซึ่งมีความงดงามในเชิงช่างอย่าง


               ๑ ภูมิล�าเนาของท่าน คือ บ้านกวางค�า ต�าบลกวางค�า อ�าเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
          ตามค�าบอกเล่าของพระพรหมมุนี (ติสฺโส อ้วน) ปัจจุบันยังถือว่าท่านเป็นปฐมเจ้าอาวาสของ
          วัดกวางค�าอีกด้วย
               ๒ สมณศักดิ์แบบล้านช้าง เทียบ “เจ้าคณะจังหวัด” หรือ “เจ้าคณะเมือง” ในเมืองหนึ่งมีได้รูป
          เดียว พระโพธิวงศาจารย์ (ติสฺโส อ้วน) กล่าวไว้ใน “ท�าเนียบสมณศักดิ์ของชาวเมืองเวียงจันทน์โบราณ”
          ว่า “...เป็นต�าแหน่งส�าคัญ เปรียบด้วยหลักที่หล่อด้วยทองค�า เป็นของที่มั่นคงแน่นหนาไม่คลอนแคลน
          ผู้ที่จะได้ด�ารงต�าแหน่งนี้ ต้องเป็นผู้มีธรรมเป็นหลัก หวังจักมั่นคงในอันประกอบศาสนกิจ...” บ้างก็เรียก
          “เจ้าหัวคูหลักค�า” หรือ “เจ้าหัวคูหลวง”
               ๓ เป็นต�าแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์อีกต�าแหน่งหนึ่ง แต่เน้นว่าเป็นผู้แตกฉานในภูมิปริยัติ
          ธรรม กล่าวคือ ส�าเร็จมูลกัจจายน์ หรือสามารถตั้งส�านักการสอน ดังที่ปรีชา พิณทอง กล่าวไว้ใน
          การศึกษาของคณะสงฆ์เมืองอุบลราชธานี ว่า “...ยศของพระสงฆ์ที่ชื่อธรรมบาลนี้ ทราบความว่า
          ปกครองธรรม คือเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความรู้ มีความฉลาด มีความสามารถและมีความเด็ด
          ขาด โดยเฉพาะได้แก่ผู้เรียนมูลกัจจายน์จบ และตั้งโรงเรียนสอนมูลกัจจายน์...” มูลกัจจายน์เป็นคัมภีร์
          และวิธีการเรียนการสอนในอดีตของอีสานและล้านช้าง จุดประสงค์เพื่อเข้าใจภาษาบาลีอย่างถ่องแท้
               ๔ คือการสอนปริยัติธรรม และหนังสือไทย พร้อมกับศิลปกรรมแบบภาคกลางที่มาผสมผสาน
          กับศิลปะพื้นเมือง หลักฐานที่ยังเหลือมาทุกวันนี้ อันถือว่าเป็นฝีมืออ�านวยการสร้างของพระคุณท่าน
          คือ หอพระพุทธบาท กับหอพระไตรปิฎก วัดทุ่งศรีเมือง และกุฏิแดง วัดมณีวนาราม
               ๕ พระมหาเถระที่เป็นเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม ล้วนเป็นพระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่ เคยด�ารง
          ต�าแหน่ง รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอ�าเภอ เจ้าคณะต�าบล ทั้งสิ้น รูปส�าคัญ
          เช่น พระอริยวงศาจารย์ฯ (สุ้ย) อาชญาท่านธรรมบาล (ผุย  ธมฺมปาโล) พระครูวิจิตรธรรมภาณี
          (พวง ธมฺมทีโป/นิลค�าอ่อน) และพระธรรมเสนานี (กิ่ง มหปฺผโล/นิลด�าอ่อน)

                                                                   วัฒนศิลปสาร  7
   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14