Page 9 - วัฒนศิลปสาร ปีที่ ๑๗ (มิถุนายน ๒๕๖๔ - พฤษภาคม ๒๕๖๕) สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
P. 9
หน้า | 5
�
ปล�ม�ข้�ยติล�ด้ รบจั�งแรงง�นัร�ยวัันั ฯลฯ จันักระทังติอุม�ในัหล�ยครอุบครวั ได้้ผนัติวัเอุงม�รบซึ่อุข้อุงพนัเม้อุง
ั
�
้
ั
ั
้
ั
ั
้
�
่
ปลามาขายตลาด รับจ้างแรงงานรายวัน ฯลฯ จนกระทงต่อมาในหลายครอบครัว ได้ผันตัวเองมารับซื้อของพื้นเมือง
ั่
�
ข้อุงป� โด้ยเฉพ�ะข้�วั แลวับรรทุกโด้ยเกวัียนัหร้อุเร้อุไปข้�ยยังจัังหวัด้นัครร�ชสำีม� และในัยุคนันัยังม
่
้
ั
้
ั
ของป่า โดยเฉพาะข้าว แล้วบรรทุกโดยเกวียนหรือเรือไปขายยังจังหวัดนครราชสีมา และในยุคนั้น ี
ี
้
ช�วัเวัยด้นั�มเข้�ม�ค�ข้�ยบ�ง แติในัติวัเมอุงมช�วัเวัยด้นั�ม
ั
ี
้
้
่
้
ูอุยู่ค่อุนัข้้�งนั้อุย สำ่วันัใหญ่จัะอุยู่ติ�มบ้�นันัอุกอุอุกไป
ี
ยังมีชาวญวนเข้ามาค้าขายบ้าง แต่ในตัวเมืองมีชาวญวนอยค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ตามบ้านนอกออกไป
่
ำ
ี
่
ำ
ี
�
้
้
้
ช�วัเวัยด้นั�มท�หนั�ทเปนัคนักล�งในัก�รข้�ยข้อุงช�ติ�ง ๆ ห�บไปติ�มหมบ�นัและได้ประกอุบอุ�ชพ
ู
็
ชาวญวนทำหน้าที่เป็นคนกลางในการขายของชำต่าง ๆ หาบไปตามหมู่บ้านและได้ประกอบอาชีพ
ี
่
ู
้
้
ำ
ู
ช�งติ�มหมบ้�นัติ�ง ๆ โด้ยช�งเวัยด้นั�มหรอุช่�งญวันัได้ฝั่�กฝั่มอุก�รก่อุสำร�งโบสำถุ์ไวัจั�นัวันัม�กติ�มหมบ้�นั
่
่
้
้
ั
่
่
่
้
ี
ช่างตามหมู่บ้านต่าง ๆ โดยช่างญวนได้ฝากฝีมือการก่อสร้างโบสถ์ไว้จำนวนมากตามหมู่บ้าน ประกอบกบ
ี
�
ั
ประกอุบกบเม้อุมก�รสำร�งท�งรถุไฟม�ถุ่งจัังหวััด้อุุบลร�ชธ�นั จั่
เมื่อมีการสร้างทางรถไฟมาถึงจังหวัดอุบลราชธานี จึงได้มการก่อสร้างอาคารพาณิชย์เกิดขึ้นบนถนน
�
ี
ีงได้้มีก�รก่อุสำร้�งอุ�ค�รพ�ณิิชยเกิด้ข้่นับนัถุนันั
้
ี
์
�
้
ี
้
�
ำ
ิ
็
�
ิ
ี
สายอุบล-วาริน แถวถนนสถิตนิมานการ ถนนทหาร และในพื้นที่อื่น ๆ เป็นจำนวนมากมีรูปแบบเป็นอาคารพาณชย์์
ู
ิ
สำ�ยอุบล-วั�รนั แถุวัถุนันัสำถุตินัม�นัก�ร ถุนันัทห�ร และในัพนัทอุนั ๆ เปนัจั�นัวันัม�กมรปแบบเปนัอุ�ค�รพ�ณิ
ิิชย
ุ
็
็
ี
้
ี
แบบติะวัันัติก โด้ยมช�วัจันัเปนัเจั�ข้อุง
แบบตะวันตก โดยมีชาวจีนเป็นเจ้าของ
ิ
นัอุกจั�กนั บรเวัณิถุนันัทห�ร อุ�เภัอุวั�รนัช�ร�บ ยงมอุ�ค�รพ�ณิชยเก�ทรงยโรป 3 ชนั
่
ำ
�
ิ
ั
ำ
�
ี
ี
ุ
ิ
ั
นอกจากนี้ บริเวณถนนทหาร อำเภอวารินชำราบ ยังมีอาคารพาณิชย์เก่าทรงยุโรป 3 ชั้น
์
้
ี
ซึ่งเคยเป็นโรงเรียนจารุพันธ์พิทยา (เดิมเป็นโรงเรียนจีนฮัวเคี้ยวตกฮักของหมอเตานำ ซึ่งเป็น หมอจน
�
ิ
ิ
็
ซึ่งเคยเปนัโรงเรยนัจั�รพนัธพทย� (เด้มเปนัโรงเรยนัจันัฮัวัเคยวัติกฮักข้อุงหมอุเติ�นั� ซึ่งเปนั หมอุจันั
ั
่
�
ี
�
ุ
็
ั
็
ี
้
ี
์
ี
่
ั
ำ
ี
แต่ปัจจุบันเจ้าของเปิดให้เช่าชื่อ ร้านกาแฟภันเต) บนถนนสายนี้ยังมีอาคารไม้ 3 ชั้น ถือเป็นอาคารไม้ 3 ชั้นหลัง
ั
ี
�
�
ุ
ั
�
้
�
่
้
ิ
้
้
็
แติป่จัจับนัเจั�ข้อุงเปด้ใหเช� ร�นัพนัเติ) บนัถุนันัสำ�ยนัียงมอุ�ค�รไม 3 ชันั ถุ้อุเปนัอุ�ค�รไม 3 ชันั ทรงแปด้เหลียม
ั
่
้
แรกของเมืองอุบลราชธานี ซึ่งเดิมทำเป็นโรงแรมเพื่อให้ผู้ที่จะเดินทางโดยรถไฟไดพักอาศัย เจ้าของ คอ
้
ั
้
้
้
ู
้
ื ค้อุ
ี
ิ
ั
�
�
้
ำ
หลงแรกข้อุงเมอุงอุบลร�ชธ�นั ซึ่งเด้มท�เปนัโรงแรมเพอุใหผทจัะเด้นัท�งโด้ยรถุไฟได้พกอุ�ศิย เจั�ข้อุง
ุ
็
�
่
ิ
ี
้
ั
นายฮกต๋าย โกศัลวิตร นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุบลราชธานี (ภรรยาคือ นางตุ่น โกศัลวิตร) ในยุคแรก
๋
ิ
ี
ุ
�
ี
ิ
�
ี
้
ี
ิ
่
ั
ั
ุ
ุ
ั
ั
ุ
นั�ยฮักติ�ย โกศิลวัติร นักธรกจัทมชอุเสำยงข้อุงจัังหวัด้อุบลร�ชธ�นั (ภัรรย�คอุ นั�งตินั โกศิลวัติร) ในัยคแรก
้
บริเวณถนนทหารนี้ นอกจากจะมีโรงแรม 2-3 แห่ง สร้างอยู่ใกล้กัน ยังมีโรงภาพยนตร์หอมไกร ถนนสถิตนิมานการ
บรเวัณิถุนันัทห�รนัี นัอุกจั�กจัะมโรงแรม 2-3 แหง สำร�งอุยใกลกนั ยงมโรงภั�พยนัติรหอุมไกร ถุนันัสำถุตินัม�นัก�ร
�
์
ี
ั
ี
ิ
ู
่
้
ิ
้
่
ิ
ั
และวารินภาพยนตร์ ถนนบุญห่อบำรุงอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าบริเวณใกล้สถานีรถไฟอุบลราชธาน ที่ตั้งอยู่ในเขต
ี
และวั�รนัภั�พยนัติร ถุนันับญหอุบ�รงอุกด้้วัย แสำด้งใหเหนัวั�บรเวัณิใกลสำถุ�นัรถุไฟอุุบลร�ชธ�นั ที�ติังอุยในัเข้ติ
�
ี
่
ิ
ู
้
ิ
์
็
่
้
่
ุ
ุ
ี
ี
ำ
อำเภอวารินชำราบ จัดเป็นย่านชุมชนเก่าที่มีคนพลุกพล่านและมีความสำคัญแห่งหนึ่งในอดีต ี
�
่
ั
ำ
อุ�เภัอุวั�รนัช�ร�บ จััด้เปนัย�นัชมชนัเก�ทีมคนัพลกพล�นัและมควั�มสำำ�คญแหงหนังในัอุด้ติ
ุ
ิ
่
ำ
ี
�
่
่
่
ุ
็
ี
แหล่งโบราณคดีอำเภอวารินชำราบ
ี
อำเภอวารินชำราบ มีความรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาลกว่า 700-800 ป ขึ้นไป ดังปรากฏหลักฐาน
ทั้งโบราณวัตถุและโบราณสถาน คือ เจดีย์เจ้ามหาชาติ ตั้งอยู่ที่บ้านธาตุ ตำบลธาตุ เทวรูปสีโหสินชัย
ำ
ติ�บลโนันัก�เลนั
ั
และสังข์ทอง ตำนาน 3 พี่น้อง ที่ขุดพบในหมู่บ้านบอน ตำบลโนกาเลน นอกจากนี้ยังพบโบราณสถานที่สำคญ
คือ โบราณสถานโนนแก และโบราณสถานอูบมุง ตำบลคูเมือง ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
์
นอกจากนี้ ยังพบวัตถุโบราณที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร คือ พระอรรธนารีศวร ซึ่งถือเป็น
ี
ประติมากรรมชิ้นเด่นที่มีเพยงหนึ่งเดียวในประเทศไทย มลักษณะองค์ด้านซ้ายเป็นหญิง ด้านขวาเป็นชายหมายถึง
ี
พระนางอุมากับพระศิวะ ที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นองค์พระพฆเนศ ถูกค้นพบที่บ้านคูเมืองตำบลคูเมือง อำเภอวารนชำ
ำ
้
ิ
พระนั�งอุม�กบพระศิวัะ ททกคนัเข้�ใจัวั�เปนัอุงคพระพฆเนัศิ ถุกคนัพบทบ�นัคเมอุง ติ�บลคเมอุง อุ�เภัอุวั�รนั
้
ู
ุ
�
ี
้
ิ
ิ
์
่
็
ำ
ิ
ั
ู
ุ
ิ
้
�
ี
้
ู
ั
ิ
ช�ร�บ สำนันัษฐ�นัวั� มอุ�ยร�วัพทธศิติวัรรษที 12
ำ
ุ
ุ
่
ี
ราบ สันนิษฐานว่า มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 �
พระอรรถนารีศวร คือรูปเคารพที่มีการผสมระหว่างพระศิวะและชายา (พระนางปาราวตี) โดยแสดง
(พระนั�งป�รวัติี)
ั
เป็นประติมากรรมที่มีด้านหนึ่งเป็นเพศชาย ด้านหนึ่งเป็นเพศหญิง รวมอยู่ในร่างเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงหลก
ปรัชญาของลัทธิไศวะที่ว่า พระศิวะและพระชายารวมอยู่ในกายอันเดียวกันอันเป็นเหตุแห่งจักรวาล อธิบายได้ถง ึ
การก่อเกิดสรรพสิ่งบนโลกและจักรวาล หากไม่มีการรวมกันแล้ว ทุกสิ่งก็ไม่สามารถก่อเกิดและดำเนินไปได
้
การบูชาพระอรรถนารีศวรถือว่าเป็นการบูชาเทพทั้งสององค์ในคราวเดียวกัน ทำให้มีความนิยมแพร่หลาย
และแพร่ออกมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี, ออนไลน์)
วารสารวัฒนศิิลปสาร ปีที่่� 17
ำ
่
ย่านชุุมชุนเก่่า...อำำาเภอำวาริินชุาริาบ 7